ไม้เท้าดีกว่าลูกเต้าลืมคุณ



          ในสมัยก่อนนั้น มีพราหมณ์เศรษฐีคนหนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี มีข้าวของสมบัติมหาศาล มีสมบัติแปดแสน และมีลูกผู้ชายสี่คน เมื่อลูกทั้งสี่คนนี้ใหญ่หน้ากล้าบานเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นหนุ่มพอที่จะมีหอมีเรือนมีลูกมีเมียได้แล้ว พ่อก็ไปหาเมียให้แล้วก็สร้างเรือนหอให้ลูกทั้งสี่คน ทั้งสี่พี่น้องก็ได้ลงไปอยู่เรือนใครเรือนมันคนหลังๆ แบ่งทรัพย์สมบัติให้คนละหนึ่งแสน สี่คนก็สี่แสน มอบทรัพย์สมบัติให้เรียบร้อยแล้ว พออยู่ต่อมาไม่นานแม่ของทั้งสี่นั้นก็ได้ตายลงไปตามธรรมดาของสังขาร เมื่อแม่ตายไปแล้วลูกก็มาคิดว่า

          “เอ กลัวพ่อเราไปได้เมียใหม่ แล้วก็ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่เหลือที่ค้างอยู่ 4 แสนนั้นจะตกไปเป็นของลูกใหม่เมียใหม่ไหมหนอ”

          ลูกทั้งหลายก็พากันคิด แล้วก็คุยกันปรึกษาหารือกันว่า เราทั้งสี่คนนี้ช่วยกันดูแลพ่อให้ดีๆ หมั่นตักน้ำ หาข้าวปลาอาหารให้พ่อได้อยู่ดีกินดีมีสุข ตักน้ำ เช็ดบ้านถูเรือน ปูที่นอน ซักผ้าซักผ่อน น้ำอุ่นน้ำเย็น ดูแลให้ดีที่สุดแล้วก็ออกอุบายให้พ่อขายทรัพย์สมบัติ ขายหอขายเรือนเสียแล้วก็นำสมบัติทั้งสี่แสนที่เหลืออยู่นี้เอามาแบ่งลูกๆ ให้มันครบทุกคนนัดหมายกันอย่างนี้และก็บอกกับพ่อของตนเองตามที่วางแผนกันไว้พร้อมทั้งบอกกับพ่อว่า

          “พ่อจะไปอยู่กับลูกคนใดก็ได้ สบายมาก”

          พ่อก็ตกลงขายหอขายเรือน แบ่งเป็นสี่ส่วน ให้ลูกทั้งสี่คนแล้วก็พราหมณ์เฒ่าเศรษฐีก็ไปอยู่กับลูกคนโต อยู่เมื่อระยะแรกนั้นก็ดีอยู่ พูดจาปราศรัย เลี้ยงข้าวปลาอาหาร อุปัฏฐากดี อยู่นานไปจะเริ่มออกลวดลายแสดงออกทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางจิตใจบ้าง ลูกสะใภ้ทำไม่ดีกับพ่อผัวแช่งหมูแช่งหมา ด่าเป็ดด่าไก่เป็นทำทีขมึงทึงต่อพ่อ พ่อก็รู้ว่าลูกสะใภ้ทำเหน็บแนมตน ลูกตัวเองไปฟังคำเมียพ่อก็โกรธ ก็หนีจากลูกคนโตไปอยู่กับลูกคนที่สอง อยู่นานไปก็เป็นเหมือนอยู่กับลูกชายคนโตพ่อก็โกรธให้ลูก หนีไปอยู่กับคนที่สามอยู่ไม่
่ถึงสิบวันก็เป็นเช่นเดิมเหมือนกับไปอยู่กับลูกคนโตและคนที่สอง พ่อก็หนีไปอยู่กับ
ลูกคนที่สี่คนสุดท้าย อยู่เข้าไม่ถึงเจ็ดวันก็เป็นเหมือนเดิมอีกเหมือนกับลูกคนโต คนที่สอง คนที่สาม พ่อก็ไม่สบายใจ ตัดสินใจ

          “หนีดีกว่าโว้ย”

          เลยหนีไปไม่ได้อยู่ดีกินดี ไม่ได้กินอิ่ม เสื้อผ้าก็ไม่ดี ร่างกายก็หม่นเล้าเศร้าหมอง ไม่อ้วนพีดีงามสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน พราหมณ์เศรษฐีก็รู้ข่าวว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงมีเมตตาต่อสัตว์โลก ต่อมนุษย์ทั้งหลาย รู้ข่าวอย่างนั้นก็หนีไปหาพระพุทธเจ้า ก็เดินถือไม้เท้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีที่ไหนก็ค่อยกระทำเพียรเดินทางไปหาพระพุทธเจ้าไปถึงก็เอา
ไม้เท้าวางลง แล้วก็ไปกราบพระพุทธเจ้าเล่าเรื่องราวให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธเจ้าก็สอนคาถาให้พราหมณ์ว่า

          “เยหิ จาเตหิ นันทิสัง”

          สอนวิธี สอนกุศโลบายให้พราหมณ์ แล้วพราหมณ์เฒ่าเศรษฐีก็ลาพระพุทธเจ้าจะกลับมาหาลูกมาถึงศาลานอกบ้าน ก็พอดีวันนั้นเป็นวันประชุม ประชุมศรัทธาชาวบ้าน พราหมณ์เฒ่าก็เห็นลูกทั้งสี่คนมีในที่ประชุมนั้นพอดี พราหมณ์ก็เลยถามว่า

          “เอ วันนี้พ่อลุงไปเรียนคาถาจากพระพุทธเจ้ามา ใคร่เอามาเล่า แล้วท่านสูเจ้าทั้งหลายนี่จะว่าอย่างใด”

          หมู่ที่ประชุมก็ว่า

          “ขอลุงได้เล่าเรื่องคาถาให้ฟัง อยากใคร่รู้ใคร่ได้ยิน ได้ฟังบ้าง”

          “เออ เมื่อสูเจ้าทั้งหลายใคร่ได้ยิน ลุงก็จะเล่าสู่กันฟัง คือว่า ลูกเต้าลุงทั้งสี่คนนี้ปฏิบัติต่อพ่อไม่ถูกตามหลัก ไม่ถูกตามหน้าที่ของลูกของเต้า กระทำประพฤติในทางที่ไม่ถูก ทำให้เกิดความไม่ราบรื่น ไม่มีความชุ่มเย็นเป็นสุข อยู่กับลูกเต้ามีแต่ความทุกข์กายทุกข์ใจ ไม่ได้กินอิ่มนอนหลับ ลูกสะไภ้ก็ไม่ดีลูกตัวก็ไปฟังคำเมียเสีย นี่ละเขาถึงว่าไม้เท้าดีกว่าลูกเต้าลืมคุณ ไม้เท้ามันดีหลายอย่าง เวลาวัวควายสัตว์มาหาก็เอาไล่ก็ได้ หมามาหาก็เอาไล่หมูหมาก็ได้ ตะวันตกต่ำไม่เห็นหนทางก็เอาไม้เท้านี้กวัด ๆ แกว่ง ๆ เดินทางไปที่ไหนมันจะเป็นเหวเป็นหลุมเป็นบ่อ จะตกจะหล่นก็ใช้ไม้เท้านี้ควานไปอย่างกับคนตาบอดก็ได้ ดีกว่าลูกของพ่อลุงนี้เป็นไหนๆ”

          ในสมัยนั้นมีกฎหมายอาชญาบ้านเมือง ระบุว่าให้ฆ่าคนที่เป็นลูกเป็นเต้าลืมคุณพ่อแม่ ผู้เนรคุณไม่อุปัฏฐากไม่เอาใจใส่ด้วยข้าวปลาอาหาร ปล่อยปะละเลยเฉยเมย มิหนำซ้ำยังด่ายังแช่ง ยังเสียดสีต่างๆ นานา ในที่ประชุมนั้นเขาก็พร้อมใจกันเอะอะโวยวายขึ้นมาจะฆ่าไอ้สี่คนนั้นว่าเป็นผู้ที่ลืมบุญคุณพ่อแม่ ทีนี้พ่อก็กลัวลูกตาย เอ็นดูลูก รักลูก ห่วงลูกอยู่ จิตใจพ่อเป็นอย่างนี้ ยังรักยังห่วงลูกอยู่ พ่อก็ขอชีวิตลูกไว้

          “ขออย่าฆ่าลูกข้าเลย อุ่นใจภายหน้าจะได้เลี้ยงพ่อยามเฒ่ายามแก่ ยามชรา จะขออภัยขอชีวิตลูกข้าไว้เถอะนะ”

          ทีนี้ลูกมาก็มาสะดุ้งกลัวต่ออาชญา ก็เลยกลับใจใหม่ ก็ว่า

          “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะอุปัฏฐากพ่ออย่างดี เลี้ยงข้าวน้ำปัจจัย ตักน้ำอาบ น้ำกิน เช็ดบ้านถูเรือน ปูที่นอน ซักผ้า น้ำอุ่น น้ำเย็นพร้อมไม่ให้พ่อได้ทุกข์เหมือนหลังแล้ว”

          ทีนี้พ่อก็ได้อยู่กับลูก ต่อจากนั้นมามีความสุขสบายหายทุกข์กายทุกข์ใจ มีผิวพรรณวรรณะอันผ่องใสมา สบายมา พราหมณ์สบายแล้วก็มานึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

          “ที่กูได้สบายหายจากทุกข์มานี้ ก็เพราะพระพุทธองค์ท่านมีเมตตากรุณาแก่มนุษย์”

          พราหมณ์เศรษฐีนึกถึงคุณพระพุทธเจ้าแล้วก็เอาผ้าเนื้อดี ไปถวายพระพุทธเจ้าสองผืนพระพุทธเจ้าท่านก็รับเอา แล้วก็ให้พรให้โอวาท พราหมณ์เศรษฐีก็ได้รับความเข้าอกเข้าใจชื่นใจในพระธรรมเทศนาก็เลยรับเอาแก้วทั้งสามเป็นที่พึ่ง ตั้งแต่นั้นมากลับมาอยู่กับลูกเหมือนเก่าเหมือนหลัง ได้รับความสุขสบายทุกอย่าง ลูกเต้านั้นก็ปฏิบัติดีตามหน้าที่ที่ดีของลูกทั่วไป ลูกทั้งสี่คนนี้พากันส่งขันข้าวให้พ่อทุกวันๆ ไหนสี่ขัน ทีนี้พราหมณ์เฒ่าเศรษฐีก็ใคร่ใส่บาตร ก็ขอนิมนต์พระพุทธเจ้าว่า

          “ขอนิมนต์พระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตที่บ้านข้านี้ทุกวัน ข้าได้รับขันข้าวสี่ขัน ก็จะเอาทานถวายพระพุทธเจ้าสองขัน ขอนิมนต์พระพุทธองค์มาโปรดทุกวันเถอะ”

          “ธรรมดาตามธรรมเนียมของพระพุทธองค์ทั่วไปจะโปรดสัตว์ในสถานที่ทั่วไปไม่เลือก คือให้คนทั้งหลายได้ใส่บาตรโดยทั่วถึงกัน”

          ความประสงค์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนั้น ทีนี้รุ่งเช้าอีกวัน ลูกชายคนก็คิดอยากจะทำบุญตักบาตรกลางเรือน สืบชาตา ก็มาปรึกษากับพ่อว่า

          “เอ ผมจะทำบุญ เราจะไปหาใครมาเป็นทำพิธี มาให้ศีลให้พร”

          พ่อก็บอกว่า

          “ไม่ยากลูก พ่อจะไปอาราธนานิมนต์พระพุทธเจ้าให้ท่านมาโปรดเป็นประธาน ไม่เป็นไรพ่อจะจัดการให้”

          พ่อก็เลยไปนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมกับพระสงฆ์ทั้งหลายมารับบิณฑบาตมาสวดมนต์ มาให้ศีลให้พร สืบชะตา เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมพระสงฆ์ทั้งหลายได้มาถึงบ้าน ให้โอวาทว่า

          “การอุปัฏฐากบิดามารดาพ่อแม่นั้น เป็นบุญเป็นกุศลเป็นมงคลอันประเสริฐล้ำเลิศแก่ลูกเต้าทั้งหลายจะมีความสุขความเจริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ไปทางไหนก็ไม่ให้จน
ไม่อดไม่อยากไม่มีภัย ไม่มีเวร เรียกว่ามีความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า มีอมตะ
มหานิพพาน ลูกเต้าปฏิบัติดีต่อพ่อแม่เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่าตายไป ชาติหน้าก็จะไปจุติในสวรรค์ชั้นฟ้า ได้ไปเสวยความสุข”

          อันนี้เป็นอานิสงส์ที่ลูกได้อุปัฏฐากต่อพ่อแม่ แต่ถ้าว่าตรงกันข้าม ถ้าลูกเต้าลืมคุณมันก็ไม่มีความหมาย ไม้เท้านี้ยังดีกว่าลูกเต้าลืมคุณ