เรียนวิชาค่าพันคำจากตักกสิลา



          มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง มีลูกชายอยู่สองคน แต่ว่าดวงชะตาของภรยานั้นตายก่อนผัว เหลือก้าพ่อกับลูกชายสองคน มีคำอยู่สองพันคำ ทีนี้พอลูกชายสองคนใหญ่หน้ากล้าบานมา พอก็ถือโอกาสแนะนำว่า

          “โห แม่เจ้าตังสองก็ตายไปแล้ว พ่อก็เฒ่าแก่มาตึงวัน สูเจ้าสองคนนี้ก็บ่มีการงานที่จะทำเป็นหลักเป็นฐาน หรือวิชาอันใดก็บ่เก่งกล้าสามารถ พ่อก็มีคำสองพันคำ ตามครูบาอาจารย์เปิ้นเล่ากันมาว่า เมืองตักกสิลาเนียะมีครูบาอาจารย์ที่เก่งกล้าสามารถมีความรู้สูงเปิ้นก็นิยมไปเรียนเมืองตักกสิลากัน ฉะนั้นพ่อก็ขอแนะนำหื้อเจ้าสองคนเนียะพากันไปเรียนวิชาความรู้ที่เมืองตักกสิลา อี่ป้อจะมอบคำสองพันคำนี้หื้อ ทีนี้คำสองพันคำนี้ พันหนึ่งหื้อเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างทาง แหมพันหนึ่งเป็นค่าวิชาความรู้ของครูบาอาจารย์”

          ลูกชายสองคนก็ถือโอกาสฟังคำพ่อแนะนำ ก็พากันห่อข้าวห่อปลาเตรียมอาหารการกิน เดินทางไปเมืองตักกสิลา ก็ไปเป็นระยะเวลาอันนาน ไปถึงก็ถึงสำนักอาจารย์ตักกสิลาแท้ ก็ไปขอเรียนวิชา เอาคำนะเป็นขันตั้งปู่จาเปิ้น อาจารย์ก็สอนวิชาหื้อว่า

          “ยะหยังหื้อยะแท้ๆ ยะบ่แท้บ่ได้กิน”

          พันคำนะครับค่าวิชาเนียะ ก็ถือว่าเป็นสำเร็จ คล้าย ๆ กับว่าสำเร็จการศึกษาชั้นนั้นชั้นนี้ ปริญญานั้นปริญญานี้ สองพี่น้องก็ถือโอกาสร่ำลาอาจารย์มา ตามระยะทางก็นอนฮ้างนอนแฮมมา พอดีก็มาปะสระแห่งหนึ่งกว้างขวางพอดีในหนองนั้น น้ำมันหยังมานักแท้นักว่า เวียนว่ายกันอยู่สับสนอลหม่านไปหมด ชายสองคนพี่น้องก็มากึ๊ดใจว่า

          “เอ้อ อาหารการกินเราเอามาในระหว่างทางนี้ก็หมดก็เสี้ยงไปเหียละ เหลือแต่ข้าวบ่ดาย แล้วอาหารบ่มี เราช่วยกันหะหนองปลานี่บ๋อ เราเอาปลาไปเป็นอาหารการกินระหว่างที่ไปสู่บ้านสู่จอง “

          น้องมันก็ว่า

          “หะก็หะ กอนว่าอ้ายจะหะอี้ก็หะ”

          สองคนพี่น้องพากันหะหนองปลาที่กว้างขวางพอประมาณนั้น โอ้ว จนพอหิวพอหอด จนหมดลังที่จะหะ สายน้ำก็ยังเหลืออยู่พอที่จะหะแห้งได้ น้องก็ว่า

          “อ้ายเอานา หะจะพอเป็นวันค่ำก็ยังบ่แห้ง หะไป หะไปน้ำก็มีอย่างเก่า เมื่อใดเราจะหะหื้อมันหมดผมว่าบ่ถ้าเอาละ ไปหากินทางหน้าดีกว่า น้องก็บ่มีกำลังที่จะยะ ยะบ่ไหวละ” อ้ายก็ว่า

          “โอ๋ น้อง กึ๊ดใจหื้อดี วิชาที่เราเรียนมาเนียะค่ามันพันคำแล้ว หื้อยะแท้ๆ ยะบ่แท้บ่ได้กิน เนียะเราหะหนองปลาเนียะ น้ำแห้งถึงขนาดนี้แล้วพอจะเกิ่งจะช้อนไปแล้ว มาละมาขว้างเนีย ผ่อมันเวียนว่ายไปตามน้ำนี้เราก็หันอยู่ แต่เรางมมันบ่ได้เพราะว่าน้ำมันนัก ต้องช่วยกันอุตสาหะ หะต่อไปแถม ยะตามหลักวิชาของเรา”

          น้องก็ฟังคำอ้าย หะหนองนั้นต่อไปแถมจนพออิดพอหิวจนพอหมดแรง ก็บอกหื้ออ้ายเป็นครั้งที่สองว่า

          “อ้ายบ่ถ้าเอานา บ่ถ้ายะนา พอนา น้องบ่สามารถจะยะใดแล้ว บ่สามารถจะช่วยอ้ายได้แล้ว ขออ้ายย้างเต๊อะ เราเอากำลังที่เหลืออยู่เนียะมาเดินทางไป เราจะได้อาศัยข้าวปลาอาหารกิน บ่เอาละปลาหนองนี้” อ้ายก็เตือนเป็นครั้งที่สองว่า

          “น้อง วิชาที่เราเรียนมาเนียะ ค่าพันคำยะหยังหื้อยะแท้ๆ ปลาเราก็หันอยู่ตัวจ้าดใหญ่ จ้าดใหญ่ละก็มีนักหนาปาป้านถึงขนาดนี้ ถ้าเราจะบ่ยะบ่ทำนะมันจะผืนคำสั่งสอนและวิชาที่อาจารย์เปิ้นว่ายะหยังหื้อยะแท้ ๆ ยะบ่แท้บ่ได้กิน ต้องยะเอาจนแท้ๆ”

          น้องมันก็ฟังคำอ้าย ก็เอาแถม เอาจนหมดกำลัง น้ำก็แห้งเหลือน้อยเข้ามานักแก ปันสามเหลือสักส่วน น้องก็หมดกำลัง เตือนอ้ายแถมแล้วเป็นครั้งที่สาม ว่า

          “พอนาอ้าย ขอเต๊อะ สู้บ่ได้นา บ่มีกำลังที่จะหะจะยะต่อไปแล้ว ผมว่าบ่ถ้าเอาละปลานี้ ขอเดินทางต่อไปเต๊อะ พบบ้านพบจองเราจะได้เปิ้งป๊ะนาบุญเปิ้น จะได้ขอกินข้าวกินน้ำเปิ้นไป ขออ้ายฟังคำผมเต๊อะ ผมว่าบ่เอา “

          อ้ายก็เตือนน้องเป็นครั้งที่สามว่า

          “น้อง น้ำเนียะเราหะมาจะเป็นวันค่ำแล้ว กำลังวังชาที่เราเสียสละจนพออิดพอหิว พออิดพออ่อน จนน้องท้วงเป็นครั้งที่สาม แต่อ้ายขอเตือนน้องว่าจะไปละความเพียรและพยายาม เพราะเราหันผ่อปลามันนักหนาอย่างอี้ และน้ำก็ปอจะแห้งแล้ว ก็ช่วยกันยะกันทำ หื้อปฏิบัติตามหลักวิชาที่เราเรียนมา ยะหยังหื้อยะแท้ๆ ยะบ่แท้บ่ได้กินขอฟังคำอ้ายเต๊อะ และขอฟังคำครูบาอาจารย์ที่เราเรียนมา”

          น้องก็อุตสาหพยายามช่วยอ้ายแถมจนน้ำแห้ง พอแห้งแล้วปรากฏว่าหนองนั้นบ่มีปลาสักตัว ปลาหายไปไหนหมดสองคนพี่น้องก็สงสัยว่า เอ ปลาจะบุ่นลงขี้เปอะที่ก้นหนองนี้แน่นอน เราก็พากันคดขี้เปอะก้นหนอง ปะอุ่งคำ ใหญ่ขนาดพอสองคนหามแป๊ ก็ช่วยกันหามมา ก็บ่ปอไกลเท่าใด ก็พลบค่ำพอดี ก็เลยขอพักบ้านนั้น เป็นว่าแก่บ้านนั้นเปิ้นยินดีต้อนรับละอ่อนสองคนนี้ แก่บ้านก็สอบสวนว่าอันนี้ ที่สูหามมานี้อุ่งอะหยัง

          “อุ่งปลาส้มครับ ผมเขาไปเรียนวิชาความรู้ที่เมืองตักกสิลามา เสี้ยงพันคำ ละก็เดินทางมาถึงกลางป่าก็เลยปะใส่สระ โห หันปลามันนัก ผมก็ช่วยกันหะจะได้ปลาเนียะ ได้อุ่งเฮี่ยหั้นแก่น ปลาเข้าใส่อุ่งเนียะดองเป็นปลาส้ม จะเอาเมือกินบ้าน ก็จะพอค่ำพอมึด ก็ขอพักกับพ่อแก่บ้านเนียะ”

          แก่บ้านก็ว่าบ่เป็นหยัง ก็ยกข้าวยกน้ำมาสู่เขาเพราะว่าเป็นเมื่อค่ำแล้ว ทีนี้สองคนพี่น้องนั้นก็เอาอุ่งปลาส้มนะไปวางบนเติ๋น แล้วสองคนนอนคนละข้าง เอาตีนก่ายกัน เอาประสานกัน เอาอุ่งปลาส้มไว้ตังกลาง ทำหื้อแก่บ้านสงสัยว่าเป็นอย่างใดมันมาขางอุ่งปลาส้มมันหยังบ่าล้ำบ่าเหลือ มันมายะอย่างอี้ แสดงว่ามันขางอุ่งปลาส้มมันขนาด ขอมันหลับกูจะลักผ่อ มันปลาส้มแท้กาว่าบ่ใช่ปลาส้มแท้ พอละอ่อนสองคนเขาหิวเขาอ่อน เดินทางตวย หะปลาตวย หลับบ่ฮู้คิง แก่บ้านไปลักเปิดอุ่งผ่อ โห อุ่งปลาส้มกลายเป็นอุ่งคำตึงหมด

          ”ไอ่ละอ่อนหมู่นี้โกหกนี่ กูจะเปลี่ยน เพราะพยานหลักฐานเขาอ้างว่าปลาส้ม กูจะเอาอุ่งปลาส้มมาเปลี่ยน”

          แก่บ้านลักเอาอุ่งคำนั้นไปซ่อนเหีย พอดีแก่บ้านนั้นก็มีอุ่งปลาส้ม ก็เลยเอาอุ่งปลาส้มนั้นเข้ามาเปลี่ยนพอแจ้งมาแล้วป้อจายสองคนที่เป็นนักเรียนตักกสิลาเปิดกอยอุ่งของตัวเอง กลายเป็นอุ่งปลาส้มไปเหีย ละบ่ใช่อุ่งของตัวเอง อุ่งคำนั้นหายไปเหียแล้ว ก็เลยถามพ่อแก่บ้านว่า

          “พ่อแก่ๆอุ่งนี้มันบ่ใช่อุ่งผมเขาลอ อุ่งผมเขามันเป็นอุ่งคำครับละมันใหญ่กว่านี้”

          “เหาะ ก็ตัวว่าเป็นอุ่งปลาส้ม พ่อหลวงก็บ่ได้ไปเปิดไปผ่อลอ สูก็นอนกอดอุ่งอยู่หั้น พ่อหลวงบ่รู้เรื่องรู้ราว สูเขาก็นอนนอกนี่ ไปว่าพ่อหลวงเอาอุ่งสูเขาไปได้จะใด”

          ผลที่สุดเถียงกันไปเถียงกันมา แก่บ้านก็บ่ยอมเอาอุ่งคำมาคืนไอ่สองคนก็บ่ยอมรับรู้ว่าอุ่งนี้เป็นอุ่งของเขา สองชายหนุ่มก็ถือโอกาสว่า

          “ยะอย่างใดหื้อได้อุ่งคำ เราไปร้องพญาเจ้าเมือง”

          อ้ายมันว่าอย่างอั้น น้องมันก็ว่า “ไปก็ไป”

          สองคนพี่น้องก็พากันไปร้องพญาเจ้าเมือง ว่าแก่บ้านเนียะโกงเอาอุ่งคำเขาไป ก็เล่าเรื่องประวัติความเป็นมาตั้งแต่ต้นหื้อฟัง พญาเจ้าเมืองก็บอกว่า

          “อื่อ บ่เป็นหยังจะจัดการความนี้หื้อ หากเป็นจริงตามนี้”

          ทีนี้เมื่อฮ้องแก่บ้านมาสอบสวน พญาเจ้าเมืองก็ถือโอกาสเอากลองมา เอาอามาตย์คนหนึ่ง เอาสมุดดินสอเข้าอยู่ในกลองหั้น ละก็เอาไม้งิ้วตองที่เป็นหนามเนียะมาหื้อสองคนผัวเมียนี้หามแวดเวียงสามรอบ ถ้าบ่หามแล้วผิดอาชญา เพื่อจะแก้ไขความยุติธรรมเนียะ จะหื้อมันมีและเกิดขึ้น หามตึงสอง เอาผัวเมียหามก่อน ละก็เอาอ้ายสองคนที่เป็นพี่เป็นน้องเนียะหามทีหลัง แก่บ้านบ่รู้ยะจะใด หามไปก่อน เมียหามตวยก้น หามไปได้บ่เท่าใดเมียมันสู้บ่ได้ละ
หนามตองปักบ่ามัน

          “ข้าบอกว่า บอกความจริงนี้หื้อเปิ้นเหียเต๊อะ เอาคืนหื้อเปิ้นเหียก่าอุ่งคำ เอาหองเปิ้นมาเยียะหยัง หองเปิ้นแท้ ผ่อหนามตองปักบ่าข้าเนียะ ข้าบ่หันลู่” แก่บ้านก็ว่า

          “สู ข้าบ่หื้อ คำตึงอุ่งในชาตินี้จะไปเอาที่ไหนได้ เราจะได้เป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐี ร่ำรวยเงินทองเป็นดีมีกินกำเนียะ มันก็ทุกข์กะมอกหนามตองอ้ากะ กลัวมันหยัง หาม”


          เมียมันก็อดเอาหามไปรอบเวียงได้รอบหนึ่งละ ครั้งที่สองเมียมันสู้บ่ได้ละ รอยแผลหนามตองปักไปตึงสองบ่า แต่ผัวมันสู้ สู้ได้อยู่ ถึงมันจะปักก็แค่หนามตอง มันบอกว่ามันบ่กลัว ปักก็ปักไป แต่เมียมันสู้บ่ได้เพราะแม่ญิงเป็นเพศอ่อนแอ ก็เลยฮ้องขึ้นแหมว่า

          “บ่เอาละ ข้าบ่เอาละ นั้นนะข้าว่านา ของตัวบ่มีใคร่โลภเอาหองเปิ้น เปิ้นว่าอุ่งฮ้าๆ ก็เปิ้นกลัวเราลักตัวเข้าไปเปิดเป็นอุ่งคำ ก็เอาอุ่งฮ้าไปเปลี่ยนของเปิ้นอุ่งก็บ่ใช่อุ่งเปิ้น อุ่งเปิ้นเป็นอุ่งคำนะ เปิ้นมาฟ้องหัวจะเอี๊ยะ ข้าบ่ยะนา ข้าเจ็บบ่าล้ำไป บ่ยะละนา พอ”

          ผัวมันก็เดือดหื้อเมียมันแหม

          “คำตึงอุ่ง ชาตินี้ไปหาไหนได้ อดเอา”

          เมียมันก็อดเอาเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สามเมียมันบ่เอาแล้ว สวะไม้คาน ผัวมันก็ว่า เอ้า อดเอาจนได้ เมียมันก็อดเอาเป็นครั้งที่สาม ก็เอามามอบหมายว่า

          “พญาเจ้าเมือง ข้าพเจ้าตึงสองคนนี้ก็หามแล้วสามรอบแล้ว ครบละ ความอดความอุตสาหะเพราะคำนี้เป็นของข้าพระองค์เขาแท้ ฮ้าเป็นของเขา”

          “เอ้า สองผัวเมียนี้ได้สามรอบก็ดีละ นับว่ามีความอดทน คำนี้เป็นของเขาแต่ยังบ่แน่ ชายสองคนนี้อาจจะฟ้องเป็นความเท็จก็ได้ สองคนนี้หาม”

          สองคนพี่น้องก็หื้ออ้ายไปก่อน หามไปได้หน้อยเดียวต๊ะอ๊ะ น้องบ่เอาละ หนามตองปักบ่ามันว่า

          “อ้าย เราบ่เอาละคำนะ บ่ได้นา น้องเจ็บบ่านา”

          “ฮื้อ อดเอาน้อง มันจะปักเลิ้กเท่าใดก็ตึ๊กหนามตองต๊ะอั้นละ คำตึงอุ่ง หะตึงวันค่ำได้จนพออิดพอหิว ของเราแท้ๆ แก่บ้านโลภเอา ก็น้องท้วงสามสี่ครั้งแล้วว่าบ่ายะๆ เมื่อน้ำบ่าแห้งอ้ายกะเตือนว่าเพื่อเราเรียนวิชามาเสี้ยงพันคำละ ว่ายะหยังหื้อยะแท้ ๆ ยะบ่าแท้บ่าได้กิน ก็เตือนน้องตึงสามสี่ครั้งแล้ว หะไปปลาตัวหนึ่งก็บ่มี ปลาเต็มหนองว่ายผุดๆ ว่าย ๆ เผื่อน้ำแห้งมาบ่มีปลาสักตัว เราคดขี้ดินไปแหมเจ้นจะได้อุ่งคำ ที่เราว่าอุ่งฮ้านั้น เราว่าเพื่อจะหลอกแก่บ้านบ่หื้อมันโกงหองเราบ่ดาย แล้วเราก็นอนกอดอุ่งคำไว้ แก่บ้านยังอุตส่าห์ลักหองเราไป เอาอุ่งฮ้ามาแทนขอคืนดีๆ ก็บ่หื้อคืน จนมาฟ้องพญาเจ้าเมือง แล้วเปิ้นก็เขเราหามกลอง ถ้าเราหามบ่ได้ เราบ่ได้นาอุ่งคำเรานา”

          “ก็มันเจ็บบ่านาอ้าย “

          “ก็เจ็บก็อดเอากะ ยะแท้ ๆ บ่ถ้ากลัว แก่บ้านกับเมียเปิ้นยังหามมาได้ เราบ่หามได้จะใด”

          สองพี่น้องก็เถียงกันรอบเวียง ครั้งที่สองน้องบ่เอาละ พี่มันก็เดือด ว่าอุ่งคำตึงอุ่ง น้อง เราก็เรียนวิชามาเสี้ยงตึงสองพันคำ แม่เราก็บ่มี เหลือก้าพ่อ เปิ้นก็อุตส่าห์หื้อเรามาเรียนวิชา อดเอานาน้อง ตามหลักวิชาที่เราเรียนมาน้องมันก็อุตส่าห์หามไปแหม ได้รอบที่สอง พอรอบที่สามน้องบ่เอาแหมเมาะ เพราะบ่าพองหมด หนามตองปักอ้ายก็เตือนอยู่ตลอดเวลา จนเป็นครั้งที่สามก็มาหมอบมากราบไหว้ ตึงแก่บ้าน ตึงเมียมัน ตึงชายสองคนพี่น้องเนียะ เปิดกลอง อามาตย์ที่อยู่ในกลองก็ออกมาพญาเจ้าเมืองก็ถามว่า

          “อุ่งคำนี้เป็นของไผกันแน่ “

          อามาตย์ตัดสินทันทีว่า

          “เป็นของสองคนพี่น้องนี้ แก่บ้านกับเมียโกง” พญาเจ้าเมืองตัดสินทันทีว่า

          “ต้องเอาอุ่งคำมาคืนหื้อเขา และอันแก่บ้านกับตึงภรรยาลูกเต้าทั้งหมดเนียะเป็นขี้ข้าชายสองคนเนียะอพยพไปเป็นขี้ข้าอยู่บ้านเรา โลภ โกง อิจฉา ริษยา บ่มีความเป็นธรรม จะอยู่ในบ้านในเมืองนี้บ่ได้ หื้อไปเป็นขี้ข้าชายสองคนเนียะ ตึงผัวตึงเมียตึงลูกตึงเต้าหมดมอบอุ่งคำคืนหื้อเขา“

          แก่บ้านพร้อมทั้งเมียและครอบครัวยอมรับกราบไหว้พญาเจ้าเมือง และอำลาโดยสวัสดิภาพ ก็เลยกลายเป็นขี้ข้าทาสรับใช้ขายสองคนที่ไปเรียนวิชาเมืองตักกสิลามา หลักวิชานั้นมีอยู่ว่า ยะหยังหื้อยะแท้ๆ ยะบ่แท้บ่ได้กิน