สามัคคี



          มีสหายสนิทกันสี่คน คนหนึ่งนั้นมีแรงมากมาย คนที่สองนั้นใช้ลูกคิดได้เก่งได้เร็วแม่นยำในการคิดคำนวณ คนหนึ่งนั้นไม่เก่งอะไรแต่ว่าหน้าตาดีหล่อเหลา คนสุดท้ายนั้นมันเป็นคนที่ ดวงจะทำอะไรนั้นก็สบายเพราะว่าชาติก่อนนั้นมันทำบุญมามากให้ทานรักษาศีล ปฏิบัติตนนั้นอยู่ในศีลในธรรมชาตินี้มันเลยเป็นคนที่ดวงดีโชคดี ทั้งสี่คนนี้ก็ได้ปรึกษากันว่า

          “เราลองไปต่างเมืองดีไหม เผื่อว่าเรานั้นจะได้มีงานมีการทำจะได้สบายกันในวันหน้า”

          เมื่อเจรจาพูดคุยตกลงกันได้อย่างนั้นแล้วทั้งหมดก็พากันเดินทางไปต่างเมืองเพื่อที่จะหาเงินเพื่อความสบาย เมื่อเดินทางไปถึงต่างเมือง ทั้งหมดก็เข้ามานอนอยู่ศาลาที่พัก
ริมทางกินอาหารที่ทุกคนเอาติดตัวมา พอถึงรุ่งเช้าทั้งหมดก็ตกลงกันว่าจะออกไปหางานทำ ชายคนที่มีแรงมหาศาลนั้นก็บอกว่า

          “วันนี้ข้าจะออกไปทำงานหาเงินก่อน เพื่อนๆ ข้าอยู่ที่นี่รอก่อนเดี๋ยวตอนเย็นๆ ข้าจะกลับมา”

          แล้วชายคนแรกก็ออกไปหางานทำข้างนอกเพื่อเอาเงินมา เมื่อชายคนแรกไปที่ตลาดก็ถามหางานตามที่ตนถนัด เขามุ่งตรงเข้าไปยังโรงข้าวเพื่อที่ขนข้าวเพื่อแลกกับเงิน เมื่อชายคนแรกตกลงกับเจ้าของโรงข้าวแล้วเขาก็ขนข้าวไปเรื่อยๆ คนอื่นนั้นขนทีละกระสอบแต่เนื่องจากชายคนนี้มีแรงมากจึงขนทีละสองกระสอบ จนตกตอนเย็นเลิกงาน ชายคนนี้ก็ได้รับค่าจ้างอยู่ ๑,๐๐๐ บาท ค่าแรงเป็นสองเท่าของคนอื่น เขาจึงนำเงินที่ได้นี้ไปซื้อข้าวปลาอาหารกลับมาที่ศาลาที่พักของเพื่อน

          “สหายๆ ข้ากลับมาแล้ว พร้อมกับอาหารเยอะแยะเลย”

          ทั้งหมดก็กินกันจนิ่มหนำสำราญหลายวันพอเงินหมด ชายคนที่สองก็อาสาอกไปหาเงินซื้ออาหารมาให้เพื่อนๆ ของตน ชายคนที่สองนี้มีหัวในการคิดคำนวณใช้ลูกคิดเก่ง เขาจึงเดินไปที่ตลาดพอดีว่าไปเจอพ่อค้าสองคนซื้อของมาแต่ว่าไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ จึงถกเถียงกันเป็นการใหญ่ เมื่อชายคนนี้มาถึงก็เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยถึงเรื่องราวให้ ชายคนที่สองนี้ใช้วิชาของตนคิดคำนวณแบ่งของตามความยุติธรรมให้ทั้งสองฝ่าย

          เมื่อพ่อค้าทั้งสองตกลงกันได้ก็ยินดีกับชายคนที่สองนี้เป็นอย่างมาก จึงได้แบ่งปันกำไรเป็นค่าตอบแทนให้ชายคนนี้ ๑,๐๐๐ บาทเพื่อเป็นการตอบแทน เมื่อชายคนที่สอง
นี้ได้เงินมาก็ไปหาซื้อข้าวปลาอาหารรวมถึงของใช้มาให้เพื่อนๆ ของตนเอง เมื่อมาถึงก็เรียกเพื่อนของตน

          “สหายๆ ข้ากลับมาแล้วมากินอาหารเถอะ”

          ทั้งหมดก็อยู่ที่ศาลาที่พักอยากสุขสำราญไปเรื่อยๆ จนอาหารและของใช้ส่วนตัวเกือบจะหมด ชายคนที่สามก็อาสาเพื่อนๆ เพื่อที่จะออกไปหาเงินมาซื้ออาหารกลับมา ชายคนที่สามนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่ดีเขาจึงเดินเข้าไปที่ตลาดแล้วอยู่แถวนั้น พอดีวันนั้น
ลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งเดินเที่ยวซื้อของในตลาดก็มาเจอชายคนที่สามพอดี ลูกสาวพอเห็นชายคนนี้ก็เกิดพอใจในตัวของชายคนนี้ ชายคนที่สามได้เข้าไปเกี้ยวพาราสีพูดจาหยอกเย้าสาวจนสาวหลงใหล ชายคนที่สามก็ได้บอกกับลูกสาวของเศรษฐีว่า

          “นางฟ้าของข้า ข้านี้ไม่เหมาะกับนางเหลือเกิน ข้านี้เป็นคนยากจนช่วงนี้ก็เกิดขัดสนในการใช้ชีวิตเหลือหลาย ไม่เหมือนนางที่สบายสุขสำราญ”

          ลูกสาวเศรษฐีก็เกิดความสงสารในตัวของชายผู้นี้ก็ได้เอาเงินให้ชายผู้นี้ ๑,๐๐๐ บาทเพื่อช่วยในการดำรงชีวิต ชายคนที่สามนี้ก็ได้เอาเงินนั้นไปซื้อข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงเพื่อนๆ ของตนเอง พออาหารที่ซื้อมานั้นใกล้จะหมดก็เป็นหน้าที่ของชายคนที่สี่ เข้าก็ได้ออกไปเพื่อที่จะหางานทำ แต่ว่าไม่รู้จะทำอะไรจึงได้ไปนั่งอยู่ที่ริมถนนในเมือง ประจวบกับวันนั้นเจ้าเมืองได้สวรรคต ทายาทของเจ้าเมืองนั้นก็ไม่มี เหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็ได้ตกลงกันว่า

          “เราจะปล่อยรถม้าออกไปในเมือง ให้มันวิ่งไป ถ้าเกิดว่ามันวิ่งไปหยุดที่ใครนั้นเราจะเอามาเป็นเจ้าเมืองแทน เพราะถือว่าผ้นั้นเป็นผู้ที่มีบุญญาธิการสูงแล้ว”

          เมื่อเหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลายตกลงกันอย่างนั้นก็ได้ปล่อยรถม้าออกจากพระราชวัง ม้าก็ได้วิ่งๆ ไปเรื่อยรอบเมืองจนในที่สุดก็ได้มาหยุดอยู่ที่ชายคนทีสี่ เนื่องจากชายคน ที่สี่นี้เป็นคนที่มีดวงดีเนื่องจากชาติก่อนนั้นเป็นคนที่อยู่ในศีลธรรมและได้กระทำบุญอยู่เป็น ประจำ ผลบุญจากชาติก่อนนั้นก็ได้ส่งผลในชาตินี้ เมื่อรถม้ามาหยุดอยู่ที่ชายคนนี้ เหล่าเสนา อามาตย์ทั้งหลายก็ได้นำตัวของเขายกยอให้เป็นเจ้าเมืองครองเมืองอย่างสบาย แต่ชายคนนี้ไม่ได้ลืมเพื่อนของตนเขาก็ได้ช่วยเหลือเพื่อนตนให้ได้ดีสบายกันถ้วนหน้า สิ่งเหล่านี้ถ้าก็เกิดมาจากการที่แต่ละคนนั้นกระทำบุญมาไม่เหมือนกันและมากน้อยก็ต่างกัน